“Kimberly-Clark” ผู้ให้กำเนิด “โกเต๊ก” ครองโลกด้วยทิชชู-ผ้าอ้อม-ผ้าอนามัย!
ย้อนเส้นทางยาวนานมากกว่า 150 ปีของ “Kimberly-Clark” เจ้าพ่อผลิตภัณฑ์ Personal Care ที่คนทั่วโลกต้องเคยใช้ ไม่ว่าจะทิชชู ผ้าอ้อม หรือผ้าอนามัย
ใครที่เคยไปเข้าห้องน้ำตามที่สาธารณะ เช่น ห้างสรรพสินค้า เคยสังเกตหรือไม่ว่า กระดาษทิชชูที่มีให้บริการนั้นมักเป็นของยี่ห้ออะไร เชื่อว่าส่วนใหญ่คงหนีไม่พ้น “Kimberly-Clark” (คิมเบอร์ลี-คลาร์ก)
หลายคนอาจรู้สึกไม่คุ้นหู แต่ถ้าบอกว่าเป็นทิชชูของ “Scott” หรือ “Kleenex” เชื่อว่าแทบร้อยทั้งร้อยต้องบอกว่ารู้จัก ซึ่งถ้าคุณรู้จัก 2 แบรนด์นี้ เท่ากับว่ารู้จัก Kimberly-Clark แล้ว เพราะนี่คือเจ้าของตัวจริง ผู้สร้างอาณาจักรกระดาษทิชชูที่มีส่วนแบ่งในมากกว่า 170 ประเทศทั่วโลก!
นอกจากนี้ ความจริงแล้วคนไทยคุ้นเคยกับ Kimberly-Clark มากกว่าที่คิด เพราะแบรนด์ผ้าอนามัยสตรีที่เคยเข้ามาตีตลาดในไทยอย่าง “Kotex” หรือที่คนไทยเรียกติดปากว่า “โกเต๊ก” จนนึกว่ามาจากจีนนั้น ก็เป็นของ Kimberly-Clark
ดังนั้นหากถามว่าธุรกิจประเภทไหนที่จะสามารถ “ครองโลก” ได้ หลายคนอาจนึกไปถึงแบรนด์ใหญ่ที่เป็นโทรศัพท์มือถือ รถยนต์ หรือแวดวงแฟชั่น แต่ความจริงแล้วธุรกิจเกี่ยวกับของที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันต่างหากที่สามารถครองโลกได้
Kimberly-Clark อาจมีภาพจำส่วนใหญ่จากทิชชู แต่ความจริงแล้วธุรกิจของพวกเขาคือกลุ่ม “Personal Care” หรือผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลร่างกายหรือสุขอนามัย ซึ่งครอบคลุมทั้งกระดาษทิชชู ทิชชูเปียก ผ้าอนามัย ผ้าอ้อมเด็ก ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ฯลฯ โดยปัจจุบันมีแบรนด์อยู่ภายใต้ตัวเองมากกว่า 10 แบรนด์ และมีรายได้หลัก 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี!
ตรวจผลรางวัลสลากออมสินพิเศษ 2 ปี งวด 225-258 วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567
หนีจากตลาดแป้งมาทำกระดาษหนังสือ
Kimberly-Clark มีจุดกำเนิดอยู่ที่รัฐวิสคอนซิน สหรัฐฯ บริเวณที่แม่น้ำฟ็อกซ์ไหลผ่าน ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ดังกล่าว ทำให้ช่วงปี 1870 มันเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมข้าวสาลีและโรงสีแป้งที่สำคัญ
แต่นั่นหมายความว่าที่นี่เต็มไปด้วยการแข่งขันที่สูงมากเช่นกัน ทำให้ตระกูล “คิมเบอร์ลี” ซึ่งเป็นเจ้าของโรงสีแห่งหนึ่ง พยายามมองหาธุรกิจอื่นที่การแข่งขันไม่สูงและยังคงใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ที่น้ำท่าบริบูรณ์ได้อยู่
ในเวลาเดียวกัน “ชาร์ลส์ คลาร์ก” เจ้าของร้านฮาร์ดแวร์ในเมืองนีนาห์ วัย 28 ปี ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการผลิตกระดาษจากโรงทำกระดาษในท้องถิ่น
เมื่อ “จอห์น คิมเบอร์ลี” ได้รู้จักกับคลาร์ก พวกเขาจึงสนใจทำธุรกิจร่วมกัน และดึงนักธุรกิจ 2 คนคือ ฮาวิลาห์ แบบค็อก และแฟรงคลิน แชตทัก มาร่วมกันก่อตั้งบริษัท Kimberly, Clark & Co. เพื่อผลิตกระดาษขึ้นมาในปี 1872
แน่นอนว่าคิมเบอร์ลีและคลาร์กไม่มีประสบการณ์ในการผลิตกระดาษ แต่ใช้วิธีจ้างบุคลากรที่มีความสามารถแทน
ในช่วง 40 ปีแรกหลังจากก่อตั้ง Kimberly-Clark เป็นช่วงของการระดมทุน สร้างโรงงานผลิตกระดาษใหม่ และขยายธุรกิจไปสู่การผลิตกระดาษหนังสือพิมพ์ กระดาษเคลือบเงาสำหรับนิตยสาร และกระดาษหนังสือคุณภาพดี โดยมีลูกค้ารายใหญ่คือหนังสือพิมพ์ The New York Times
แม้ว่าบริษัทจะเติบโตและประสบความสำเร็จ แต่ก็ยังเล็กจิ๋วเมื่อเทียบกับยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอย่าง International Paper ซึ่งเป็นผู้ครองสัดส่วนตลาดผลิตกระดาษหนังสือพิมพ์ในสหรัฐฯ ถึง 60%
ต่อมาเมื่อราคากระดาษหนังสือพิมพ์ลดลงต่ำมากจนแทบไม่สามารถทำกำไรได้ Kimberly-Clark จึงเลิกทำธุรกิจกระดาษหนังสือพิมพ์ในปี 1916
กำเนิด “โกเต๊ก” ที่คนไทยนึกว่ามาจากจีน
เมื่อเลิกทำกระดาษหนังสือพิมพ์ (แต่ยังทำกระดาษหนังสืออื่น ๆ อยู่) Kimberly-Clark จึงต้องมานั่งคิดว่า จะทำธุรกิจอะไรต่อไป พอดีในช่วงศตวรรษที่ 19 ผ้าพันแผลนิยมทำจากผ้าก๊อซฝ้าย รวมถึงผู้หญิงมักใช้สำลีก้อนที่มีลักษณะคล้ายกันในการรับมือกับประจำเดือน
พวกเขามองว่า สำลีส่วนใหญ่ประกอบด้วยเซลลูโลส (Cellulose) ซึ่งเป็นผนังเซลล์ของพืช และแม้ว่าเยื่อไม้จะไม่ใช่แหล่งเซลลูโลสที่ดีเท่าสำลี แต่ก็มีสารดังกล่าวอยู่มากเช่นกัน
บริษัท Kimberly-Clark จึงเริ่มทดลองทำวัสดุทดแทนสำลีที่ทำจากเยื่อไม้ โดยใช้กระบวนการทำกระดาษ จนในปี 1914 จึงได้วัสดุที่ราคาถูกกว่าแต่สามารถดูดซับเลือดได้ดีกว่าสำลี โดยตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะคล้ายสำลีของตนว่า “เซลลูคอตตอน” (Cellucotton) และจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้า
ต่อมา พยาบาลและแพทย์ในกองทัพสหรัฐฯ และสภากาชาดเริ่มใช้เซลลูคอตตอนสำหรับดูแลบาดแผลและการผ่าตัดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 จนบริษัทได้รับคำสั่งซื้อจำนวนมาก
แต่เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง ความต้องการเซลูคอตตอนดิ่งฮวบ เหลือวัสดุดังกล่าวค้างในคลังมหาศาล ทำให้ Kimberly-Clark ต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญมาช่วยทดสอบหาวิธีการใช้งานเซลลูคอตตอนแบบใหม่ ๆ เพราะยังเชื่อในศักยภาพของมัน
โอกาสมาถึงเมื่อพวกเขาทราบว่า พยาบาลของสภากาชาดเลือกใช้เซลลูคอตตอนในช่วงมีประจำเดือน ทีมนักเคมีของบริษัทจึงพยายามโน้มน้าวฝ่ายบริหาร Kimberly-Clark ให้บุกตลาด “ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้หญิง”
ในปี 1919 พวกเขานำเซลลูคอตตอนมาพัฒนาจนได้ผ้าอนามัย และตอนแรกตั้งชื่อว่า “คอตเท็กซ์” (Cottex) โดยย่อมาจากคำว่า Cotton-like Texture (ผิวสัมผัสเหมือนสำลีหรือฝ้าย) แต่ต่อมามองว่าชื่อดังกล่าวอาจออกเสียงผิดได้ จึงเปลี่ยนมาใช้ “โคเท็กซ์” (Kotex) แทน
ว่ากันว่าบริษัทเลือกสะกดชื่อโคเท็กซ์ด้วยตัว K เพราะเป็นพยัญชนะที่ให้เสียง Hard Sound ตามหลักภาษาอังกฤษ ทำให้ดูมี “ความเข้ม” มากกว่าการใช้ตัว C
เมื่อ Kimberly-Clark ตั้งเป้าจะเจาะกลุ่มตลาดผู้หญิง พวกเขาจึงติดต่อขอลงโฆษณาในนิตยสารสตรีที่ทรงอิทธิพล “Ladies Home Journal” แต่ทางบรรณาธิการลังเล โดยบอกว่านิตยสารไม่มีทางลงโฆษณาสำหรับ “ผลิตภัณฑ์ที่เป็นส่วนตัว” เช่นนี้
แต่เลขานุการวัย 60 กว่าของบรรณาธิการช่วยโน้มน้าว เธอบอกว่า นี่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมและควรโฆษณาให้ผู้หญิงทุกคนได้รู้ ทาง Ladies Home Journal จึงตกลงให้ลงโฆษณาโคเท็กซ์ในหน้านิตยสาร
โคเท็กซ์ได้รับความนิยมในไม่ช้า และทำให้ Kimberly-Clark มีส่วนแบ่งการตลาดผ้าอนามัยสูงถึง 50% ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสิบปี และยังทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่เรียกผ้าอนามัยติดปากว่า “โคเท็กซ์” แบบเดียวกับที่เราเรียกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกยี่ห้อว่ามาม่า และเรียกผงซักฟอกทุกยี่ห้อว่าแฟ้บนั่นเอง
Kimberly-Clark ได้เปลี่ยนโรงงานผลิตกระดาษเก่าไปผลิตเซลลูคอตตอนและโคเท็กซ์แทน รวมถึงมีการคิดค้นเครื่องจำหน่ายผ้าอนามัยโคเท็กซ์อัตโนมัติ และนำไปวางไว้ในห้องน้ำหญิง อย่างไรก็ตาม รายได้ส่วนใหญ่ของบริษัทยังคงมาจากการผลิตกระดาษธรรมดาสำหรับหนังสือและการใช้งานอื่น ๆ มากกว่า
โคเท็กซ์ยังเป็นผลิตภัณฑ์แรกของ Kimberly-Clark ที่มีการส่งออกไปต่างประเทศ และได้รับความนิยมไม่แพ้ในสหรัฐฯ รวมถึงประเทศไทยที่โคเท็กซ์เข้ามาช่วงก่อนปี 1940 (ก่อนปี พ.ศ. 2483) และด้วยการออกเสียงที่ยากสำหรับคนไทยในสมัยก่อน จึงเกิดการเพี้ยนเป็น “โกเต๊ก” จนหลายคนคิดว่าเป็นภาษาจีนนั่นเอง
“Kleenex” กับจุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นกระดาษทิชชู
นอกจากจะมีประโยชน์ในการซับเลือดแล้ว Kimberly-Clark ยังพบว่าผู้คนมักใช้สำลีในการเช็ดเครื่องสำอาง โดยเฉพาะในหลังจากทศวรรษที่ 1920 การใช้เครื่องสำอางเริ่มเป็นที่แพร่หลายในผู้หญิงทุกชนชั้น ไม่ใช่แค่กระจุกอยู่ในกลุ่มนักแสดงและโสเภณีอีกต่อไป
บริษัทจึงพัฒนากระดาษเช็ดเครื่องสำอางที่ทำจากเซลลูคอตตอนออกมาในปี 1924 และตั้งชื่อว่า “Kleenex” โดยมาจากคำว่า Clean (ทำความสะอาด) แล้วเปลี่ยนเป็นตัว K ด้วยหลักคิดเดียวกับตอนตั้งชื่อโคเท็กซ์ และเลือกลงท้ายด้วย -ex แบบเดียวกับโคเท็กซ์
แต่ Kleenex กลับประสบความสำเร็จในแบบที่ Kimberly-Clark คาดไม่ถึง เพราะจากการวิจัยผู้บริโภค บริษัทพบว่าผู้คนใช้ Kleenex ในการสั่งน้ำมูกมากกว่าเช็ดเครื่องสำอางเสียอีก และมีเสียงฟีดแบ็กมาด้วยว่า ต้องการให้กระดาษสั่งน้ำมูกนี้มีขนาดใหญ่ขึ้น
บริษัทจึงเปลี่ยนทิศทางการตลาดทันที โดยทำให้ Kleenex มีขนาดใหญ่ขึ้น และโปรโมตว่าเป็น “ผ้าเช็ดหน้าแบบใช้แล้วทิ้ง” (Disposable Handkerchief) ผลิตภัณฑ์ประเภทกระดาษเช็ดหน้าจึงถือกำเนิดขึ้น และ Kleenex ยังคงโด่งดังมาถึงทุกวันนี้แม้ผ่านมา 100 ปีแล้ว
ก้าวสู่ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลเด็กด้วย “Huggies”
แม้ Kimberly-Clark จะประสบความสำเร็จจากทั้ง Kotex และ Kleenex แต่ในช่วงเวลาก่อนถึงปลายทศวรรษ 1960 พวกเขายังคงเป็นผู้ผลิตหนังสือและกระดาษรายใหญ่ รวมถึงมีช่วงที่กลับไปทำหนังสือพิมพ์อีกรอบด้วย ยังไม่ได้โฟกัสการพัฒนาสินค้า Personal Care ขนาดนั้น
จนช่วงปลายทศวรรษ 1960 Kimberly-Clark ไม่ได้เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมกระดาษอีกต่อไป ราคาหุ้นของบริษัทตกต่ำลงเนื่องจากกำไรที่หดหาย ฝ่ายบริหารพิจารณาอย่างจริงจังและตัดสินใจขายโรงงานผลิตกระดาษแบบดั้งเดิมส่วนใหญ่ออกไป โดยเลิกทำตลาดกระดาษทั่วไป
จากนั้นปี 1971 ดาร์วิน สมิธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Kimberly-Clark ขณะนั้น กำหนดแนวทางของบริษัทให้มุ่งเน้นไปที่สินค้า Personal Care แบบเด็มกำลัง โดยรายได้จากโรงงานเก่า ๆ บางส่วนที่ยังเหลืออยู่ได้ทำไปทุ่มให้กับการวิจัยและการตลาดของ Kotex และ Kleenex
ในขณะที่มีการเปลี่ยนแปลงนั้น กำไรของบริษัทลดลงอยู่ไม่กี่ปี แต่หลังจากนั้น กำไรและมูลค่าหุ้นก็เริ่มกลับมาเติบโตอีกครั้ง
ในช่วงทศวรรษที่ 1960 บริษัท Procter & Gamble เป็นบริษัทแรกที่เปิดตัวผ้าอ้อมสำเร็จรูปชื่อว่า “แพมเพิร์ส (Pampers) รุ่นแรก และเมื่อสิ้นสุดทศวรรษ บริษัทสามารถครองส่วนแบ่งตลาดที่กำลังเติบโตนี้ได้ถึง 90% ด้วยยอดขายหลักหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
Kimberly-Clark ก้าวเข้ามาเล่นในตลาดผ้าอ้อมสำเร็จรูปด้วยแบรนด์ Kimbies แต่ไม่ประสบความสำเร็จ และพยายามพัฒนาสินค้าอยู่นาน จนที่สุดในปี 1977 Kimberly-Clark เปิดตัวผลิตภัณฑ์ผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่คุณภาพดีกว่าและมีราคาสูงกว่า นั่นคือ “Huggies” (ฮักกี้ส์) ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก
เมื่อเวลาผ่านไป Kimberly-Clark ได้ขายโรงงานกระดาษและสายผลิตภัณฑ์ดั้งเดิมของตนจนหมด เหลือเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการผลิตผลิตภัณฑ์ Personal Care เท่านั้น
ควบรวมกิจการ “Scott” คู่แข่งตัวฉกาจ
การทำธุรกิจของ Kimberly-Clark นั้นมีคู่แข่งไม่น้อย นอกจาก Procter & Gamble ยังมีบริษัทที่แข็งแกร่ง เช่น Playtex, International Paper และ Johnson & Johnson และที่น่ากลัวที่สุดคือ “Scott”
ต้องย้อนเวลากันไปสักหน่อย ในช่วงเวลาเดียวกับที่ Kimberly-Clark ก่อตั้งขึ้นในวิสคอนซิน ที่รัฐฟิลาเดเฟีย สองพี่น้อง เอ็ดเวิร์ด เออร์วิน สกอตต์ และคลาเรนซ์ สกอตต์ ก็ตั้ง Scott Paper ขึ้นในปี 1879 ตามหลัง Kimberly-Clark เพียง 7 ปี
Scott มีชื่อเสียงโด่งดังจากการเป็นเจ้าแรกที่พัฒนา “กระดาษชำระแบบม้วน” ขึ้นมาในปี 1890 แต่ขายไม่ค่อยออก จนต้องพึ่งกลยุทธ์ให้ลูกค้าสามารถปรับแต่ง (Customize) ม้วนกระดาษได้ ทั้งขนาด ความยาว น้ำหนัก บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงชื่อและโลโก้ที่จะอยู่บนกระดาษ
Scott จึงเริ่มประสบความสำเร็จโดยที่ชื่อของแบรนด์ไม่เป็นที่รู้จักเลย ลูกชายของเออร์วิน ที่ชื่อ อาเธอร์ สกอตต์ จึงเข้ามาเปลี่ยนแปลงในปี 1902 โดยซื้อเครื่องหมายการค้าจาก Waldorf ซึ่งเป็นแบรนด์กระดาษชำระที่มีชื่อเสียงในเวลานั้น แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น Scott ทั้งหมด ทำให้ผู้ใช้ได้รู้จักพวกเขาอย่างเป็นทางการ
จากนั้น Scott ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนอย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จอย่างสูงจากสินค้ากลุ่มกระดาษชำระและกระดาษเช็ดมือ มีหลายแบรนด์อยู่ภายใต้บริษัทของพวกเขา ทั้ง Scott Tissue, Cottonelle, Baby Fresh, Scottex และ Viva
ในช่วงทศวรรษปี 1930 Kimberly-Clark และ Scott เป็นบริษัทกระดาษขนาดใหญ่ที่ทำกำไรได้มากที่สุดและทำกำไรได้แม้ในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression)
แต่บริษัท Scott Paper ซึ่งครั้งหนึ่งเคยทรงพลังและทำกำไรได้มหาศาล เกิดทำผิดพลาดในการเข้าซื้อกิจการจนเกิดสูญเสียความ ทำให้ขาดทุนจำนวนมาก
ในปี 1995 Kimberly-Clark จึงได้เข้าซื้อ Scott Paper ในราคา 9.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคืนชีพให้กับ Scott อีกครั้ง โดยกลายเป็นแบรนด์กลุ่มสินค้า Personal Care ราคาย่อมเยากว่าของ Kimberly-Clark รวมถึงยังคงชื่อแบรนด์เดิมเอาไว้
เกือบทุกประเทศบนโลกต้องมีผลิตภัณฑ์ Kimberly-Clark
แบรนด์ที่อยู่ภายใต้ Kimberly-Clark มี 10 กว่าแบรนด์ แต่ที่ผู้คนอาจคุ้นชินเช่น Andrex, Cottonelle, Depend, Huggies, Kleenex, Poise, Scott และ Wypall ซึ่งครอบคลุมทั้งการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้หญิง และการดูแลสุขอนามัยทั่วไปในครอบครัว
นอกจากนี้บริษัทยังเปิดตัว “Kimberly-Clark Professional” ในปี 2006 ให้บริการคำปรึกษาและออกแบบสภาพแวดล้อมในที่ทำงานที่ปลอดภัยและถูกสุขอนามัยแบบครบวงจร
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าห้างฯ หรือออฟฟิศใดต้องการห้องน้ำที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้ Kimberly-Clark Professional จะเนรมิตให้ตั้งแต่กระดาษชำระ กระดาษรองนั่งชักโครก สบู่ น้ำยาล้างมือ เครื่องฉีดสเปรย์ดับกลิ่น เครื่องกดสบู่ ฯลฯ เลยทีเดียว และมีรูปแบบให้เลือกหลากหลายตอบโจทย์ทุกความต้องการ
ปัจจุบัน แต่ละวันมีผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ของ Kimberly-Clark มากถึง 1 ใน 4 ของประชากรโลกทั้งหมด ในมากกว่า 175 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจากจำนวนนี้ประมาณ 70 ประเทศพวกเขามีส่วนแบ่งตลาดอยู่ในอันดับ 1 หรือ 2 ทำให้รายได้เมื่อปี 2023 ของพวกเขาอยู่ที่ 2.04 หมื่นล้านดอลลาร์ (เกืบอ 6.9 แสนล้านบาท) โตขึ้นจากปีก่อนหน้า 1% ซึ่งเกินครึ่ง (54%) เป็นรายได้จากภูมิภาคอเมริกาเหนือซึ่งเป็นตลาดหลัก
รายได้ที่เติบโตขึ้นของบริษัทเป็นผลสืบเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 โดยทำให้ยอดขายผลิตภัณฑ์ Personal Care กลุ่มกระดาษเพิ่มขึ้น แต่ยอดขายเชิงพาณิชย์ลดลงในฝั่งโรงแรม ร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ มหาวิทยาลัย สนามกีฬา สถานบันเทิง ร้านค้าปลีก และสำนักงาน
เมื่อสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ลูกค้ากลุ่มภาคธุรกิจเริ่มกลับมา ขณะเดียวกันผู้บริโภคภาคครัวเรือนทั่วไปเองยังคงติดนิสัยดูแลสุขอนามัยและยังเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในอัตราใกล้เคียงเดิม
เส้นทางจนถึงปัจจุบันของ Kimberly-Clark นั้นเรียกได้ว่าเต็มไปด้วยความคาดไม่ถึง จากโรงงานผลิตกระดาษทำสิ่งพิมพ์พลิกมาเป็นกระดาษทำความสะอาด จากสำลีซัลแผลทางการแพทย์กลายมาเป็นผ้าอนามัย จากกระดาษเช็ดเครื่องสำอางถูกเข้าใจว่าเป็นกระดาษสั่งน้ำมูก
แต่บริษัทเลือกที่จะปรับตัวให้เข้ากับความคาดไม่ถึงที่เกิดขึ้นโดยไม่บ่ายเบี่ยงทดลองกับความผิดพลาดและความท้าทายใหม่ ๆ อยู่เสมอจนประสบความสำเร็จและเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทั่วโลกไว้วางใจได้อย่างทุกวันนี้
เรียบเรียงจาก (1) (2) (3) (4) (5) (6) (7) (8)
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB